ด.ช ป.4 เปลี่ยนพื้นที่ข้างบ้าน “ปลูกผัก” หารายได้ช่วยพ่อแม่ จ่ายค่าเทอม

เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจ วันนี้เราจะพาไปดูเกษตรตัวจิ๋ว ใช้เวลาว่างปลูกผักออแกรนิค “ด.ช.ภูริ ทองป้อง” ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจันทศิริวิทยา โดย น้องได้ใช้พื้นที่ข้างบ้านปลูกผักปลอดสารพิษ เช่น ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไช้เท้า เบบี้คะน้า และผักโตเหมี่ยว ซึ่งใช้เวลาในการปลูก 7 วันสามารถตัดไปขายได้ โดยน้องภูรินำผักที่ตัดได้ไปขายยังตลาดนัด มีรายได้ต่อเดือนประมาณ หลักพันบาท ซึ่งเงินที่ขายผักได้นำไปเป็นทุนซื้อของเล่น และจ่ายค่าเทอม

คุณอัญชลี หิรัณยรัชต์ หรือ “คุณแอน” คุณแม่น้องภูริ ทองป้อง เล่าว่า สาเหตุที่น้องมาปลูกผักขายในครั้งนี้มาจากครั้งหนึ่งน้องอยากได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แต่แม่ไม่ได้ซื้อให้ เพราะมองว่าเป็นของใช้ที่เกินตัวสำหรับเด็กในวัยนี้ แม่ก็เลยบอกไปว่า หากอยากจะได้จริงๆ ต้องเก็บเงินซื้อเอง น้องเลยถามแม่ว่าจะหาเงินได้อย่างไร ตอนนั้นครอบครัวของเราปลูกผักกินเองอยู่แล้ว แม่แนะนำน้องลองปลูกผัก โดยการเพาะต้นอ่อนขาย มีแม่คอยให้การช่วยเหลือ

น้องใช้พื้นที่ข้างบ้าน ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านย่านหนองแขม ขนาดพื้นที่ 50 ตารางวา มีพื้นที่ข้างบ้านไม่มาก ดังนั้นจึงใช้อุปกรณ์ คือนำไม้ไผ่มาต่อเป็นชั้น สามารถวางตะกร้าได้ 3 ชั้น ซึ่งการเพาะต้นอ่อนของเราใช้การเพาะในตะกร้า “คุณแอน” บอกว่าเธอมีอาชีพเป็นแม่บ้าน ทำให้มีเวลาช่วยเหลือลูกได้อย่างเต็มที่ ส่วนสามีทำงานคนเดียว เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เธอเองมีลูก 2 คน คือ น้องภูริ และน้องสาวอีก 1 คน ชื่อวาริ

หลังจากน้องภูริมีความตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะเก็บเงินซื้อโน้ตบุ๊ก คุณแอนก็ลงมือช่วยปลูกผัก โดยเริ่มจากเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง และค่อยเพิ่มต้นอ่อนประเภทอื่นๆ ตามที่นิยมในตลาด เช่น ต้นอ่อนหัวไช้เท้า เบบี้คะน้า และผักโตหมี่ยว

คุณแอน เล่าว่า น้องภูริเรียนรู้ได้เร็ว โดยสอนเขาในช่วงแรก ทำให้เขาดูก่อน หลังจากนั้น น้องเริ่มทำเอง ปัจจุบันเราก็ไม่ต้องเข้าไปช่วย น้องทำเองได้ทั้งหมด ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เพาะเมล็ด รดน้ำเช้า-เย็น คือ ก่อนไปโรงเรียน และหลังจากกลับจากโรงเรียนก็จะมาดูแลแปลงผักของเขาทุกวัน แต่ในส่วนของการตัดไปขายเรายังไม่ได้ให้เขาตัดเอง เพราะต้องใช้ของมีคม เขายังเล็กอยู่ ใช้มีดไม่เป็นเกรงว่าจะเป็นอันตรายได้

สำหรับในส่วนของการนำไปขายนั้น จะมีลูกค้าประจำ โดยจะส่งตามออเดอร์ ให้ลูกค้า ซึ่งมีทั้งที่รับไปขายต่อ และบางคนก็ซื้อไปกินเอง เพราะของเราเป็นผักปลอดสารพิษ และถ้าวันหยุดน้องกับคุณแม่แอนก็จะไปขายเองที่ตลาดนัด ส่วนราคาขายตามชนิดของผัก เช่น เบบี้คะน้า ขีดละ 20 บาท ผักบุ้งอ่อนขีดละ 15 บาท ต้นอ่อนหัวไช้เท้าขีดละ 20 บาท ซึ่งน้องจะมีรายได้ประมาณ 1 หมื่นบาทต่อเดือนในช่วงแรก แต่ระยะหลังคนปลูกเยอะขึ้น รายได้เริ่มลดลง ตอนนี้เหลือประมาณเดือนละ 3,000 บาท และต้นอ่อนที่เพาะได้แม่ก็จะซื้อเองเพื่อนำไปทำข้าวยำขายเวลาออกงานอีเวนต์

หลังจากน้องภูริปลูกผักขายมาเป็นเวลาเกือบปี เขามีรายได้มากพอที่จะซื้อโน้ตบุ๊ก แต่เขากลับไม่ต้องการ เพราะเห็นคุณค่าของเงินกว่าจะทำงานหามาได้นั้นยากลำบาก เขาก็เลยไม่ซื้อโน้ตบุ๊ก แต่นำเงินที่เก็บไว้จ่ายค่าเทอมแทน

น้องภูริ ยังได้มาแขร์ประสบการณ์การปลูกผักให้ทุกคนที่สนใจ อย่างวิธีปลูกต้นผักบุ้งจีนอ่อน เริ่มจากขั้นตอนการเพาะเมล็ด นำเมล็ดผักบุ้งไปล้างน้ำให้สะอาดจนน้ำใส จากนั้นแช่เมล็ดผักบุ้งในน้ำต่ออีก 12 ชั่วโมง และนำเมล็ดผักบุ้งที่ได้แช่น้ำมา 12 ชั่วโมงแล้วมาเช็ดให้แห้งและห่อด้วยผ้าเปียกต่ออีก 12 ชั่วโมง หลังจากนั้นเมล็ดผักบุ้งที่ผ่านการแช่น้ำจะมีรากสีขาวงอกออกมา

หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนการเตรียมดิน นำดินละเอียดมาผสมกับแกลบดำ ผสมขุยมะพร้าวละเอียด ปริมาณ 1 ต่อ 1 และนำดินเทใส่ภาชนะที่จะปลูก เช่น ตะกร้า กะละมัง ใส่ดินสูง 1 นิ้วครึ่ง หลังจากนั้นนำเมล็ดผักบุ้งโรยลงไปในดิน กะปริมาณให้พอดีกับภาชนะที่จะปลูก รดน้ำให้ชุ่ม หาตะกร้ามาวางทับบนดินอีกทีเพื่อให้รากหยั่งลึกลงดิน 2 วัน และวันที่ 3 เปิดตะกร้าที่วางทับบนดินเพื่อให้ต้นอ่อนผักบุ้งโดนแสงแดด รดน้ำเช้า-เย็น ปลูกต่อไปอีก 7 วันก็สามารถตัดไปรับประทานได้ โดยเมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม ราคา 150 บาท เมื่อเพาะต้นอ่อนได้ต้นอ่อนประมาณ 4 กิโลกรัม

ด้านสถานที่จำหน่ายผัก ปัจจุบันหญิงสาวนำไปขายที่ตลาดนัดในหมู่บ้าน และส่งตามออเดอร์ ราคาขาย เบบี้คะน้า ขีดละ 20 บาท ผักบุ้งอ่อนขีดละ 15 บาท ต้นอ่อนหัวไชเท้าขีดละ 20 บาท รายได้จากการจำหน่ายเฉลี่ย 1 หมื่นบาท

และหลังจากที่น้องภูริปลูกผักขายมาเป็นเวลาเกือบปี คุณแอน บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า มีเงินซื้อโน๊ตบุ๊คแล้ว แต่ทว่าลูกชายกลับไม่ต้องการ เพราะเห็นคุณค่าของเงินกว่าจะทำงานหามาได้นั้นยากลำบาก ไม่ซื้อโน๊คบุ๊ค เก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษา

Leave a Reply