“ ปลูกผักขะแยง-บัวบก ” พืชใช้น้ำน้อย สร้างรายได้งาม

สถานการณ์น้ำน้อยทางภาคอีสานดูจะสร้างปัญหาให้กับอาชีพปลูกข้าวของชาวบ้านหลายพื้นที่จนต้องหาทางปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยแทน

อย่างชาวบ้านที่ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้ขานรับแนวทางของภาครัฐเพื่อที่จะปลูกพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านอย่างผักขะแยง ซึ่งมีคุณสมบัติใช้น้ำน้อย อายุสั้น เก็บเกี่ยวมีรายได้แบบวันต่อวัน

ลักษณะการปลูก ผั ก ขะ แ ย ง ของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้จะใช้พื้นที่นาหลังเก็บเกี่ยวหรือพื้นที่บริเวณบ้านที่มีจำนวนเนื้อที่แตกต่างกันตามกำลังของครัวเรือน โดยชาวบ้านจะรวมตัวเป็นกลุ่มทั้งหมู่บ้านเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งวิธีการปลูก การดูแล รวมไปถึงการขาย จนเกิดความเข้มแข็งสร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อครัวเรือน จนได้รับการกล่าวขานว่า “หมู่บ้านผักขะแยงเงินล้าน”

คุณแพเริ่มปลูก ผั ก ขะ แ ย ง ในพื้นที่เพียง 2 ไร่ แล้วแบ่งพื้นที่ประมาณ 2 งาน เพื่อปลูกข้าวนาปรังไว้บริโภคในครัวเรือน เธอบอกว่าผักขะแยงจะเริ่มปลูกเดือนมีนาคม จะมีการปรับพื้นที่ด้วยการไถพรวนก่อนแล้วนำเบี้ยหรือต้นกล้าที่ได้จากแปลงเพาะต้นกล้ามาปลูกดำให้มีระยะห่างต้นสัก 1 คืบ แล้วยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย

จากนั้นจึงปล่อยน้ำเข้าในพื้นที่ปลูกสูงสัก 2 ข้อนิ้วมือ รอสัก 1 สัปดาห์ จึงเริ่มใส่ปุ๋ย ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ประมาณ 1 ถังน้ำ ในพื้นที่ต่อ 1 งาน แล้วจะหว่านปุ๋ยสูตรนี้อีกครั้งเมื่อสังเกตว่าใบมีสีเหลืองเพราะแสดงว่าขาดปุ๋ย อย่างไรก็ตาม น้ำในแปลงปลูก ผั ก ข ะ แ ย ง ไม่ควรปล่อยให้แห้ง และควรเติมน้ำเข้าเมื่อระดับน้ำลดต่ำ

ผักขะแยงเตรียมพร้อมเก็บ
แมลงศัตรูที่พบคือ ตัวบุ้ง คุณแพแจงว่า ตัวบุ้งมักจะมาทำลายต้นผักขะแยงในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งจะต้องใส่ยาป้องกันจำนวน 1 ช้อน ต่อน้ำ 20 ลิตร แล้วฉีดพ่น ส่วนโรคไม่เคยพบเนื่องจากเป็นพืชผักทางธรรมชาติจึงมีความแข็งแรง

หลังจากปลูกเป็นเวลาประมาณ 45 วัน ผั ก ข ะ แ ย ง จะเจริญเติบโตเป็นกอขนาดใหญ่ จึงเริ่มเก็บผลผลิตด้วยการใช้วิธีดึงออกมาทั้งกอ แต่ต้องเหลือปล่อยไว้สักกอละ 4-5 ต้น เพื่อให้มีการขยายพันธุ์ แล้วใส่ปุ๋ยอีก จากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ จะเก็บรุ่นต่อไปได้อีก

ในแต่ละครั้งจะเก็บ ผั ก ข ะ แ ย ง ได้ 100-200 ถุง (ถุงละ 100 กรัม) แล้วขายถุงละ 50-60 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา เพราะถ้าหน้าร้อนผักขะแยงมีราคาสูงเพราะปลูกยาก คุณแพ บอกว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านตำบลบุ่งหวาย ปลูกผักขะแยงกันทุกครอบครัวเนื่องจากผักชนิดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดจึงมีรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

คุณแพเผยถึงรายได้จากการเก็บ ผั ก ข ะ แ ย ง ขายว่า ถ้าในช่วงที่เก็บได้มากสุดแล้วผักมีราคาสูงจะมีรายได้ถึงวันละ 2,000 บาท แล้วจะเก็บทุกวัน แต่หลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไปราคา ผั ก ข ะ แ ย ง เริ่มลดลงเหลือประมาณ 40 บาท ต่อถุง ทำให้รายได้ค่อยๆ ลดลง อย่างไรก็ตาม ในรอบการปลูกต่อไปเธอตั้งใจจะเพิ่มพื้นที่ปลูกผักขะแยงให้มากขึ้น เพราะจะได้มีผลผลิตจำนวนมากพร้อมกับมีรายได้เพิ่มขึ้นมากด้วย

แปลงผักขะแยงที่ต้องใส่น้ำหล่อเลี้ยงต้นและมีวิธีปลูกแบบข้าว
“ผักหนอก” หรือชื่อที่คุ้นคือ “บัวบก” เป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดที่ชาวบ้านในหมู่บ้านตำบลบุ่งหวายนิยมปลูกกัน คุณแพ บอกว่า ภายหลังที่มีรายได้ดีจากการปลูกผักขะแยงขาย จึงตัดสินใจปลูกบัวบกเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้เสริมเข้ามาอีกในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่

คุณแพปลูกบัวบกโดยใช้เมล็ด โดยครั้งแรกจะซื้อเมล็ดพันธุ์มาก่อน พอปลูกไปแล้วในรุ่นต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เอง ซึ่งการปลูกบัวบกจะหว่านเมล็ดพันธุ์ในแปลงเพาะต้นกล้า จากนั้นแยกต้นกล้าที่สมบูรณ์มาปลูกในแปลงที่มีการเตรียมพื้นที่ไถพรวนพร้อมกับยกร่องไว้แล้ว โรคที่พบกับบัวบกคือ คอแดง จะป้องกันด้วยการฉีดยาสัปดาห์ละครั้ง

ต้นบัวบกที่แข็งแรงจะรดน้ำวันละครั้ง พร้อมกับใส่ฝุ่นขี้ไก่ใส่ในแปลงแล้วรดน้ำตามอีกครั้ง โดยใช้เวลาประมาณ 45-50 วัน จึงเก็บผลผลิตด้วยการใช้เสียมแซะต้นดึงออกมาแล้วจึงเก็บจะใส่ถุงละ 5 กิโลกรัม ขายถุงละ 50 บาท โดยจะมีแม่ค้าสั่งวันละ 20 ถุง ทำให้มีรายได้ถึงครั้งละ 1,000 บาท

คุณแพ บอกว่า ผักแต่ละชนิดจะไม่เก็บขายพร้อมกัน เพราะมีความยุ่งยากต่างกัน ดังนั้น จึงแบ่งเก็บทีละชนิด แต่สามารถเก็บขายได้ทุกวัน จึงมีรายได้ทุกวันเช่นกัน นอกจากนั้น ยังระบุว่าการปลูกผักทั้งสองชนิดจะไม่มีการใช้เคมี แต่จะใช้เพียงฮอร์โมนเท่านั้น โดยจะใส่จำนวน 2 ช้อน ต่อน้ำ 20 ลิตร

“ผักขะแยงทำเงินได้ดีกว่าบัวบก เพราะปลูกแล้วเก็บขายแล้วปลูกใหม่ได้ทันทีประมาณ 2 สัปดาห์ เป็นพืชที่สร้างรายได้ในเวลาที่น้อยมาก ขณะที่บัวบกปลูกยุ่งยากกว่าเล็กน้อย แล้วกว่าจะเก็บขายใช้เวลานานกว่าผักขะแยง” คุณแพ กล่าว

บัวบกในแปลงคุณวิสัยที่มีความสมบูรณ์ใบใหญ่เขียวสดเป็นที่ต้องการของตลาด
ขณะที่ คุณวิสัย สีลาภา อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 14 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เลือกปลูกบัวบกอย่างเดียวในพื้นที่เกือบไร่และปลูกบัวบกมาได้สัก 3 ปี

เขาให้รายละเอียดการปลูกบัวบกว่า จะต้องไปหาเมล็ดพันธุ์มาปลูก โดยอาจไปซื้อในบางคราว หรือเพาะเมล็ดพันธุ์เองร่วมด้วย จากนั้นให้นำเมล็ดพันธุ์มาเพาะต้นกล้า แล้วค่อยย้ายมาปลูกในแปลง

การปลูกบัวบกจะเริ่มจากการปรับพื้นที่ด้วยการไถพรวนก่อน ปั่นให้ดินมีความร่วนซุยมาก แล้วให้ยกเป็นแปลง จากนั้นนำต้นกล้าลงปลูกโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยใดๆ ควรรดน้ำน้ำวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลาสัก 7 วัน สังเกตดูถ้ารากเริ่มยึดดินดีแล้วจึงใส่ฝุ่นขี้ไก่ ใส่ปุ๋ย แล้วรดน้ำ

สำหรับการบำรุงต้นบัวบก คุณวิสัยใช้ฝุ่นขี้ไก่มีคุณสมบัติช่วยทำให้ต้นและใบมีความสมบูรณ์และสด ฝุ่นขี้ไก่ซื้อมาจากฟาร์มเลี้ยงไก่ในราคากระสอบละ 50 บาท (ขนาด 20 กิโลกรัม) โดยจะใช้จำนวน 15-20 กระสอบ จะใส่จำนวน 2 ครั้ง คือในช่วงต้นกล้าเล็ก และช่วงที่ใบขยายชนกัน

ทั้งนี้ การรดน้ำสำหรับต้นที่แข็งแรงให้รดเพียงวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) หลังจากปลูกต้นกล้าแล้ว ประมาณ 45-50 วัน สามารถเก็บขายได้ ซึ่งวิธีเก็บบัวบกด้วยการใช้เสียมแซะลงไปในดินให้หลุดออกทั้งราก แล้วเคาะดินที่ติดรากออก จะทยอยเก็บทั้งแปลง ใส่ถุงขนาด 5 กิโลกรัม ซึ่งแปลงที่ปลูกจะเก็บผลผลิตได้ทั้งหมดประมาณ 30-40 ถุง ทั้งนี้ จะมีแม่ค้ามารับซื้อที่สวนหรือจุดรับซื้อในหมู่บ้าน

ส่วนราคาขายบัวบกไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับฤดูกาล อย่างถ้าหน้าฝนมีราคาสูงเพราะชาวบ้านมักทำนากันเลยไม่ปลูกผัก จึงทำให้ผักมีน้อยราคาสูงกิโลกรัมละ 70-80 บาท ส่วนหน้าร้อนราคาลดลงเพราะทำนาไม่ได้ชาวบ้านจึงแห่ปลูกผักกันจนทำให้ผักล้นตลาดราคาถูก ลดลงเหลือกิโลกรัมละประมาณ 40 บาท คุณวิสัย เผยว่า บัวบกเป็นทั้งพืชรายได้หลักและรายได้เสริม เพราะในช่วงที่ราคาสูงจะมีรายได้ 4,000-6,000 บาท ต่อรอบปลูก แต่ถ้าช่วงราคาลดเมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีรายได้ 2,000-3,000 บาท ต่อรอบปลูก

ในปัจจุบันการปลูกผักขะแยงกับบัวบกของชาวบ้านในตำบลบุ่งหวายได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอวารินชำราบ พร้อมกับอีกหลายหน่วยงาน ในการส่งเสริมให้ความรู้ พัฒนาปรับปรุงคุณภาพการปลูก รวมถึงการมองหาตลาดรองรับ ทั้งนี้ เพื่อต้องการวางเป้าหมายให้ชาวบ้านสนใจการปลูกพืชสมุนไพรเป็นพืชสร้างรายได้หลัก ทดแทนการปลูกข้าวในหน้าแล้ง

สอบถามรายละเอียดข้อมูลการปลูกผักขะแยงกับบัวบก หรือสนใจสั่งซื้อผลผลิต ติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอวารินชำราบ โทรศัพท์ : (045) 322-020

Leave a Reply