Thursday, 18 July 2024

อยู่อย่างจนจะรวย อยู่อย่างรวยจะจน เขียนไว้ดีมาก (เตือนสติได้ดี)

ลื้ออย่ามัวคิดว่าฉันรวย… ใช้เงินได้อย่างฟุ่มเฟือย สักวันเงินเพียงร้อยบาทอาจมีค่ามากมายในวันตกอับก็ได้
คำสอนแปะโรงสี จากเสื่อผื้นหมอนใบอยู่ไหนก็รวยได้ สำหรับในสังคมปัจจุบันไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตสมัยก่อนเมื่อมีคนพูดว่าเงินสามารถซื้อทุกอย่างได้ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งพูดว่าไม่จริงเลยเงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ เช่น เวลา แต่มองอีกมุมหนึ่งคือ

เงินสามารถซื้อเวลาได้นะ เช่น นาย A นั่งรถโดยสารจากกรุงเทพไปเชียงใหม่กับนาย B ที่ขึ้นเครื่องบินจากกรุงเทพไปลงเชียงใหม่ เห็นความแตกต่างไหมว่าแปลว่านาย B สามารถซื้อเวลาที่ต้องเสียไปได้ ถ้ามีเงินเท่านาย A

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเงินเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ ในปัจจุบันถ้าใครเงินน้อยก็ลำบากมากใครเงินมากก็ลำบากน้อย ยิ่งสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีความผันผวนมาก เกิดเหตการณ์มากมายที่ทำให้เศรษฐกิจ สลับขึ้น ๆ ลง ๆไม่เว้นทุกวันนี้การที่จะสามารถหาเงินให้ได้เยอะ ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ธุรกิจแทบจะทุกสายต่างเริ่มบ่นออกมาว่า ขาดสภาพคล่อง ต้องประคองตัวให้รอดกันไปก่อน

ทำให้มีการมองหาการลงทุนหรือเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ที่จะสามารถมาแบ่งเบาภาระของเราให้ได้ไม่มากก็น้อยหรือมีการให้ความรู้ทางการเงินและมีการปรับ Mind set ให้กับคนที่ต้องการรวย ซึ่งประโยคที่ฮิตที่สุดประโยคหนึ่ง คือ ถ้าเราอยู่อย่างคนยากจน ก็จะรวย อยู่อย่างคนรวย เราก็จะจน ถ้าเราพยๅยๅมแปลความหมายประโยคนี้

อยู่อย่างจนจะรวย อยู่อย่างรวยจะจน จะเห็นได้ว่ามันก็ค่อนข้างที่จะเป็นความจริงเลยล่ะ โดยถ้าเราทำสลับกับข้อความข้างต้นก็จะทำให้เรา จนลงอย่างแน่นอน เพราะถ้าเรามีรายได้ 100 แต่เราใช้ 120 นั่นหมายความว่า เราใช้เงินในอนาคต 20 และถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆดอกเบี้ยจากการใช้เงินในอนาคตก็จะพอกไปเรื่อย ๆ ทำให้สุดท้ายการเงินของเราจะพัง

แต่ถ้าเราทำตาม เรามีรายได้ 100 เราใช้ 80 เราก็จะเหลือเก็บ 20 พอไปเรื่อย ๆ มันก็จะกลายเป็นร้อยเป็นพันในที่สุดแต่มันก็ยังมีนัยยะบางอย่างอยู่เช่นกัน ไม่ใช่ว่าจะถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ทีเดียวเราจะมาลองเจาะลึกกันว่า ที่บอกว่าไม่ถูпต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ คืออะไร คือ หากเราทำตาม คำพูดข้างต้น 100 เปอร์เซ็นต์โดยไม่มองให้ลึกลงไป เราอาจจะไม่จนก็จริงอยู่แต่เราก็จะไม่สามารถที่จะรวยขึ้นได้ เผลอ ๆ แม้จะไม่จนแต่ก็จะค่อย ๆ แย่ลงเรื่อย ๆ

เพราะถ้าเรามีเงินเท่าเดิม แต่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เราก็จะจนลงโดยอัตโนมัตินั่นแหละ แต่ถ้าเรามองให้ลึก โดยเข้าใจความหมายที่แท้จริงที่ประโยคข้างต้นนั้นจะสื่อว่า อยู่อย่างคนยากจน คิดอย่างคนรวย ถึงจะรวย แต่ถ้าอยู่อย่างคนรวย คิดอย่างคนยากจน อีกไม่นานก็คงจน จะเห็นว่า ประโยคนี้ค่อนข้างจะเป็นจริงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะการนำความคิดจากคนที่ประสบความสำเร็จที่มักจะพยายามหาโอกาส ที่จะทำงานให้เกิดรายได้อย่างสม่ำเสมอ

อยู่แบบสบายๆ

คนรวยมักจะไม่พึ่งโชคชะตาคนรวยจะรู้เสมอว่าสิ่งที่เขาควรจะทำนั้น มีอะไรบ้าง เช่น การเตรียมพร้อม แน่นอนว่าบางครั้งเราอาจจะไม่ได้รับโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิต แล้วเฝ้าอิจฉาคนอื่นว่า ถ้าหากเรามีโอกาสแบบนั้นอีกครั้งเราก็น่าจะทำได้ โอกาสแบบนั้นอีกครั้ง คนรวยจะไม่คิดแบบนี้แน่นอน

คนรวยจะเป็นคนที่เตรียมพร้อมอยู่ตลอด ฝึกทักษะ หาความรู้ ทำซ้ำ จนเก่งโดยไม่รอโอกาสแล้วถึงค่อยลงมือทำและเมื่อถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสม โอกาสที่เข้ามา เขาจะคว้ามันเอาไว้ และด้วยความพร้อมที่มีอยู่ก็จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จได้อรวดเร็วนั่นเอง จะเห็นว่าการนำแนวคิดจากประโยคเพียงประโยคเดียวมาใช้ก็สามารถที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกปฏิบัติตามแนวทางอันไหน และมีวินัยเพียงพอที่จะทำให้ตลอดหรือไม่

และสุดท้ายสิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ การที่เราได้เรียนรู้หรือจะนำแนวคิดของใครมาปฏิบัติ มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวนั้นไม่ว่าจะเป็นของคนรวยคนยากจน คนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่ล้มเหลว ก็ต้องอย่าลืมว่า คนนั้นไม่ใช่เราและเราไม่สามารถเป็นเหมือนคน ๆ นั้นได้ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก เพราะว่าเรากับเขาเป็นคนละคนกันแต่อยๅกจะให้นำแนวคิดเหล่านั้น มาพัฒนาใส่ความเป็นตัวเราเข้าไป ให้เหมาะสมกับตัวเราน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสู่การเป็นคนที่จะสามารถประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

คุณแค่ทำตัวจ นไม่ออกไปแฮงก์เอาท์เสียเพื่อนห่วย ๆ บางคนไป ไม่ฟังคำพูดพวก ดีแต่ปากทนทำงานหนัก และไม่ใส่ใจว่าใครจะพล่าม อะไรกินอะไรแค่พออยู่ได้ ไม่เที่ยวพักร้อน ผลาญเงินไม่ต้องใช้ชีวิตหรูทั้งที่ทำได้ ก้มหน้าก้มตาทำอะไรลำบาก ๆ ยอมอดหลับอดนอนได้ โฟกัสกับเป้าหมาที่เขาว่าเพ้อเจ้อ ทำตัวแบบที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ทำแล้ว ไม่เกิน 5 ปี คุณจะมีชีวิตใหม่ที่แสนสบาย ไปตลอดคุณยอมแลกไหมแค่นั้นแหละ

แหล่งที่มา: Chermarn Ratanapongtrakoon