“ถ้าไม่มีพ่อหลวง ร.9 ในวันนั้น คงไม่มีคนบ้าปลูกต้นไม้ 3 ล้าน ต้นในวันนี้ “นี่คือผลงานของ “คนบ้าคนนั้น”

เป็นเรื่องราวที่มีการแชร์บนโลกออนไลน์เป็นจำนวนมากเมื่อทางผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jirachai Umpaiwan ซึ่งได้เผยถึงเรื่องราวของ ดาบวิชัย ที่ปลูกต้นไม้กว่า 3 ล้าน ต้น ตั้งแต่เมื่อปี 2531 พร้อมระบุข้อความว่า “ผลงานคนบ้าปลูกต้นไม้ “ดา บวิชัย”“สร้างฐานะตนเอง (ปลูกต้นไม้) คือการสร้างฐานะของชาติ”พ่อดา บวิชัย..ได้กล่าวไว้ ดาบวิชัยปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะ ยังปลูก ทำไมพวกท่านจึง ไม่ปลูกในที่ดินตนเอง”

ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ กล่าวเอาไว้ว่า ถ้าไม่มีพ่อหลวง ร.9 ในวันนั้น คงไม่มีคนบ้าปลูกต้นไม้ 3 ล้าน ต้นในวันนี้ พอกล่าวเสร็ตจจึงยกมือพนมขึ้นแนบอก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ดาบวิชัย นักปลูกต้นไม้ หรือ ด.ต.วิชัย สุริยุทธ คนต้นแบบที่ปลูกต้นไม้ 3 ล้านต้น

เมื่อราวสิบปีที่แล้ว เขาโด่งดังจากการออกไปปลูกต้นไม้ตามที่รกร้างที่ว่างสาธารณะทุกๆวัน เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2531 ปลูกเรื่อยมานับสิบกว่าปีคนจะรู้ซึ้งถึงความตั้งใจของเขา เพราะช่วยพลิกพื้นดินแห้งแล้งของอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ขึ้นชื่อว่ากันดารและจนที่สุดในประเทศให้กลายเป็นอำเภอที่ร่ำรวยต้นไม้ ให้ความร่มเย็นหลากหลายชนิด เช่น ต้นตาล คูน ถ่อน ยางนา แค และต้นขี้เหล็ก

“ผมจะปลูกต้นไม้ไปจนกว่าผมจะตาย” คำพูดของดาบวิชัยจากหนังโฆษณาเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง ที่ถ่ายทอดชีวิตจริงของนักปลูกต้นไม้ออกมาให้คนทั้งประเทศได้รู้จักจวบจนวันนี้ ดาบวิชัยมุ่งมั่นปลูกต้นไม้อย่างไม่เคยย่อท้อจึงทำให้เขาได้รับรางวัล “ลูกโลกสีเขียว ประจำปี พ.ศ. 2545”จาก ปตท. และรางวัลอื่นๆ อีกมากมายจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ดาบวิชัยไม่เพียงเป็นนักปลูกต้นไม้ แต่ยังใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอ เพียงรณรงค์การปลูกต้นไม้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น ธกส. อบต. กองทุนฟื้นฟู ฯลฯ เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยชีวิต เพื่อสร้างเศรษฐกิจพอเพียงให้อำเภอปรางค์กู่อีกด้วย

ร้อยตำรวจตรี วิชัย สุริยุทธ หรือที่รู้จักกันในนาม ดาบวิชัย เป็นที่รู้จักกันในสังคมไทย จากการที่เขาเป็นผู้ปลูกต้นไม้มากกว่าสองล้านต้นในอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ จนสามารถทำให้อำเภอปรางค์กู่ อำเภอที่เคยจัดว่าแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเป็นพื้นที่ๆอุดมสมบูรณ์

ปริมาณของ “ความสุข” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของ “สิ่งดีๆ” ที่เราได้รับ แต่อยู่ที่ “มุมมอง” ของเราที่มีต่อ “สิ่งเหล่านั้น”

ขอบคุณที่มา Jirachai Umpaiwan