จากเชฟหนุ่มวงการอาหาร ผันตัวสู่ ปลูกไม้ด่าง ทำกำไรรายได้ดี

ขอแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพครอบครัวเป็นคนจันทบุรี จบปริญญาตรีด้านอาหารจากวิทยาลัยดุสิตธานี สมัยมัธยมฯ เป็นเด็กติดเกม เคยเรียนต่อด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจ แต่ผ่านไปแค่ 3 เดือน คิดว่าไม่น่าไปรอด เลยลาออกมาตั้งหลัก ก่อนสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยดุสิตธานี ตามคำชักชวนของเพื่อน“เริ่มแข่งขันทำอาหาร ตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง เพราะเพื่อนท้าว่าแน่จริงไปแข่งกันในสนาม คำพูดนี้ ทำให้ฮึกเหิม และจากแข่งทำอาหารรายการแรก ได้เหรียญเท่ากันกับเพื่อน หลังจากนั้นปีสองถึงปีสี่ ลงแข่งขันไม่รู้กี่รายการ ได้รางวัลสะสมนับได้กว่าสามสิบเหรียญ ถ้วยอีกนับสิบใบ” เชฟปิง ย้อนความทรงจำให้ฟัง

หลังจากนั้น ฝีไม้ลายมือของเชฟหนุ่มหน้าตาดี เริ่มเป็นที่กล่าวถึง เมื่อจบปริญญาตรี เขาบินไปหาประสบการณ์ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเจ้าตัวออกปากเองว่า “ไปชุบตัวเมืองนอก” มาหนึ่งปี กลับมาไม่นาน ได้รับการชักชวนจาก เชฟรุ่นใหญ่-ชุมพล แจ้งไพร ให้มารับตำแหน่ง Executive Chef ที่ Cielo Sky Bar ร้านอาหารชื่อดังบนดาดฟ้าบนตึกหรูกลางกรุง“อยู่ที่ Cielo Sky Bar ได้ 4 ปีครึ่ง รับค่าตอบแทนเดือนเป็นแสน เป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน นอกจากนั้น ผมยังมีรายการอาหารทางโทรทัศน์ของตัวเอง ถ่ายโฆษณา เป็นพรีเซ็นเตอร์ มีอีเว้นต์มากมาย ปีๆ หนึ่งน่าจะ 40-50 อีเว้นต์ บางปีเกือบ 100 อีเว้นต์ มันมากสำหรับเด็กคนหนึ่งในสายอาหาร ที่ไม่ใช่ดารา หรือ คนดังอะไร” เชฟปิง บอกอย่างนั้นและย้ำด้วยว่า“ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเซเลบ ผมเรียกตัวเองว่า โปรเฟสชั่นนอล เชฟ เพราะมีร้านอาหารประจำ มีลูกน้องต้องดูแลตามสายงานขั้นบันได 30-40 คน แต่หลายคนมักมองว่า ผมเป็นเซเลบ ก็ไม่ว่าอะไร แล้วแต่จะเรียก”โลดแล่นทำงานในวงการอาหารเกือบ 5 ปี

“ผมเห็นสัญญาณหลายอย่างของธุรกิจร้านอาหาร ตั้งแต่สิ้นปี 2562 เพราะรายการโทรทัศน์ที่ทำอยู่ประจำ ไม่ต่อสัญญา เหตุเขาหันไปทำออนไลน์ ก็โอเคไม่เป็นไร จบ รายได้ได้หายไปทางหนึ่ง” เชฟปิง ย้อนเหตุการณ์ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน“ปกติผมมีรายได้ 3-4 ทาง คือ เป็นเอ็กซ์ฯ เชฟในร้านอาหาร เป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหาร มีอีเว้นต์ และเป็นพิธีกรรายการ พออีเว้นต์เริ่มหาย งานพิธีกรหาย งานที่ปรึกษาหายไปก่อนหน้านั้นแล้ว เหลือแค่งานเอ็กซ์ฯ เชฟในร้านอาหารอย่างเดียว ร้านไม่ต่อสัญญาจ้าง สรุปรายได้ของผมหายหมดทุกทางเลย”

เชฟปิง เผยให้ฟังต่อ ราวสิ้นปี 2562 เขาวางแผนล่วงหน้าไว้ ช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ ต้องพยายามนำเ งิ น สดเข้ามาเก็บให้มากที่สุด เบ็ดเสร็จรวบรวมได้ประมาณ 2 ล้านบาท หวังสำรองไว้ใช้จนถึงสิ้นปี 2563 ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ยังมีเงินสดอยู่ คงไม่เป็นไร ถึงตกงาน ยังมีบุญเก่ากิน กระทั่งเดือนตุลาคม เ งิ น เก็บเหลือไม่กี่แสน เพราะต้องใช้จ่ายไปกับ ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าบัตรเครดิต เหตุนี้ เขาจึงบอกกับตัวเอง ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว แต่ช่วงเวลานั้น ไม่คาดคิดว่า “การทำต้นไม้” จะช่วยประคองชีวิตได้

“ตอนนั้น คิดแค่ว่าเดี๋ยวคงมีงานร้านอาหารเข้ามาแน่ๆ แต่ก็เป็นแค่ความเชื่อ ความจริงมันไม่ใช่ เพราะความจริง คือ วงการอาหารมีแต่ซบลงเรื่อยๆ ส่วนวงการไม้ใบ-ไม้ด่าง ดีวันดีคืน” เชฟปิง บอกเสียงเรียบ“จุดเริ่มต้นความชอบไม้ใบ-ไม้ด่าง ของผม คือ เคน ภูภูมิ เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน มีโอกาสเจอกันตอนทานข้าว เคยคุยเรื่องต้นไม้ให้ฟังว่า เขาไม่ใช่สายขาย แต่เป็นสายสะสม ผมก็ อ๋อ! เหรอแค่นั้น แต่สุดท้าย ไม้ด่าง 3 ต้นแรก ของผม ก็ซื้อมาจากเคน ภูภูมิ นี่แหละครับ” เชฟปิง ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มก่อนที่เขาจะพาตัวเองเข้าวงการไม้ใบ-ไม้ด่าง ซึ่งยามนี้ต้องยอมรับว่า กำลัง “รุ่ง” กว่าทุกตลาดสินค้า กระทั่งเหล่า ดารา นักร้อง คนดัง จำนวนไม่น้อย ต่างหันมา “เล่น” กันเป็นแถว

เชฟปิง เล่าต่อ ช่วงแรกเขาซื้อไม้ใบ-ไม้ด่าง พันธุ์ต่างๆ มาเก็บสะสม เพื่อความสวยงาม เพราะรู้สึกเป็นงานอดิเรกที่ทำให้มีสมาธิ เลยเพลิดเพลินกับกิจกรรมซื้อมาเลี้ยง ซื้อมาเก็บ หมดเงินไปราว 5-6 แสนบาท สวยบ้างไม่สวยบ้าง ฮิตบ้างไม่ฮิตบ้าง ซื้อหมด พอมีมากเข้า ตัดสินใจ ลองนำออกขายสักต้นสองต้น“ใช้เวลาสะสมประมาณ 3 เดือน สิงหาคม-ตุลาคม ปีที่แล้ว เป็นจังหวะที่ไม้เริ่มแพงแล้ว แต่ลงเงินไปเพราะความชอบ ไม่คิดเหมือนกันว่าจะขายได้ แต่พอเห็นว่ามีไม้เยอะ ลองขายต้นแรก เป็นต้นที่ซื้อต่อมาจาก เคน ภูภูมิ นำมาทำ คือ ดูแลและขยายต้น ก่อนตัดขาย ปรากฏกำไรดี เลยเดินหน้าต่อจริงจัง” เชฟปิง เล่า

“พอได้ขายต้นแรกแล้ว หลังจากนั้นสนุกมาก อย่าง พลูฉลุด่าง ต้นเล็กๆ ซื้อมาตอนนั้นแพงแล้ว ต้นละ 32,000 บาท มี 4 ใบ เลี้ยงอยู่ 2 เดือนครึ่ง แตกออกมา 10 ใบ แล้ววันที่ขาย ราคาตลาดอยู่ที่ใบละ 30,000 บาท เลยเป็นจุดที่แบบ เฮ้ยยย เวิร์ก อ่ะ”เชฟปิง เล่าต่อ จำได้ว่าเริ่มขายไม้ครั้งแรก คือ เดือน พ.ย. 63 โดย 4 เดือนแรกก่อนหน้านั้น เป็นช่วงของการ หมุนไม้ หรือ ซื้อมาขายไป นำกำไรไปต่อต้นใหม่ บางต้นซื้อมาแล้วนำมาตัดขายยอดก่อน ก่อนเก็บตอไว้ เพื่อตั้งต้น กระทั่งทุกวันนี้ เริ่มมีกำไรต่อเนื่องในระดับน่าพอใจ“เอาจริงๆ ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าพื้นที่หน้าบ้าน ขนาดไม่เกิน 15 ตารางวา รอบโรงจอดรถ ทำไม้ แบบกรุบกริบๆ ยังมีกำไรน่าพอใจ แล้วคิดดูว่าสวนใหญ่ เขาจะกำไรเท่าไหร่ เคยถามเจ้าของสวนที่รู้จัก เขาบอก กำไรอย่างเดียวนะ ไม่ใช่ยอดขาย เดือนที่แล้วได้มา 20 ล้านบาท” เชฟปิง แชร์เรื่องราวที่ประสบมา

เมื่อถามว่าเรียนวิชาเลี้ยงต้นไม้ มาจากไหน เชฟปิง บอก ปัจจุบัน ทุกอย่างมีตัวอย่างให้เรียนรู้หมดแล้ว ไม่ว่าจะบน ยูทูบ บทความในกรุ๊ปต้นไม้ ที่อยู่ในโลกโซเชียล ถ้าศึกษาดีๆ จะได้ความรู้มหาศาล แต่ต้องมาประยุกต์ให้เข้ากับตัวเอง เพราะไม่มีใครบอกได้ว่า วัสดุปลูกแบบไหนดีกับเรา ถ้าไม่ลองเอง ไม่มีใครบอกได้ว่า รดน้ำยังไงถึงจะดีกับต้นไม้ของตัวเอง เพราะอากาศแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีใครบอกได้ว่าไม้ต้นนี้ควรตัดยังไง หรืออาจจะบอกได้ แต่รู้แล้วจะทำเป็นหรือเปล่าอีก นั่นเป็นอีกเรื่อง“เรียนรู้มาเยอะ ทำมาเยอะ พลาดมาเยอะ เจ๊งมาก็เยอะ เลยกล้าพูดว่า รู้จักต้นไม้ดีพอก่อน ถึงจะกล้าขาย ในวันที่ผมเลือกจะขาย ต้องมั่นใจในระดับหนึ่งว่า ต้นนั้นจะรอดเมื่อไปสู่มือคนใหม่ การที่จะสามารถบอกวิธีการเลี้ยงให้คนซื้อได้ ผมต้องมั่นใจว่าเข้าใจไม้นั้นจริงๆ ไม่งั้นไม่กล้าขาย ส่วนช่องทางการขาย เข้าไปเสนอต้นไม้ ในกลุ่มบนเพจเฟซบุ๊ก คล้ายการประมูล ถ้าใครให้ราคาที่พอใจ ก็ปิดให้” เชฟปิง เล่าอย่างนั้น

ประเมินตลาดไม้ใบ-ไม้ด่าง ล่าสุดอย่างไรบ้าง เชฟปิง บอก มีคนอยากโดดลงมาเล่นในตลาดนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ หนึ่ง หน้าใหม่ เข้ามาหวังกำไรและเม็ดเงิน สอง กลุ่มคนที่เข้ามาเพราะอยากศึกษาลองปลูก และ สาม ทั้งหวังกำไรและอยากลองปลูก“ตอนนี้ ไม้ใบ-ไม้ด่าง เป็นวงการเดียวในประเทศไทยที่ยังรอด วงการพระเครื่องก็ยับ วงการรถยับเหมือนกัน วงการอื่นๆ อย่าง นำเข้าของจากจีน ยับตั้งแต่ปีที่แล้ว ไหนจะขายของออนไลน์อีก เมื่อก่อนกำไรเดือนละสามแสน ตอนนี้ขายทั้งเดือน ยอดขายไม่ถึงแสนเลย” เชฟปิง วิเคราะห์ให้ฟังและว่า ถึงวันนี้ต้องถามก่อนว่า คนที่อยากเข้ามาวงการไม้ใบ-ไม้ด่าง นั้น เพราะเหตุผลอะไร ถ้าเข้ามาเพราะเม็ดเงิน เข้ามาเพราะหวังทำกำไร ต้องมีการซื้อมาขายไป แล้วทำกำไรให้ได้ตลอดเวลา อาจเหนื่อยหน่อย เพราะตอนนี้ ราคาไม้หลายตัว ดีดขึ้นเป็น 5-10 เท่า จาก 6 เดือนก่อน ราคาไม้บางตัว ราคาทะลุโลกไปแล้ว อย่าง 6 เดือนก่อน ขายกันหน่อละ 3-5 พันบาท ตอนนี้ หน่อละ 2-3 หมื่นบาท บางต้นเคยใบละ 3 พัน ตอนนี้ใบละ 3 หมื่นบาท

ทำไมถึงแพงขึ้นมาขนาดนั้น เชฟปิง อธิบาย เป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อมีคนนิยมทั่วโลก ความต้องการจึงมีมาก แต่ผลิตได้ไม่ทัน ราคาจึงแพงเป็นเรื่องธรรมดา และต้นไม้ ไม่สามารถสั่งวันนี้ พรุ่งนี้ออกจากโรงงานได้ ต้องใช้ระยะเวลาหลักหลายเดือน บางสายพันธุ์ ก็มีจำนวนจำกัดยกตัวอย่าง ก้านส้มด่าง เดือน เม.ย. ปีก่อน 5,000-8,000 ต่อ 1 ใบสวยๆ มา เม.ย.ปีนี้ เป็น 70,000-100,000 บาท ต่อใบ ด้วยความต้องการมากขึ้น ไม้ทำยาก ด่างสวยยาก คนซื้อต้องยอมจ่าย อีกตัวอย่าง Epi marble ตอนออกมาใหม่ๆ ปลายปีก่อน ใบละ 20,000 บาท เงียบมาก ต้นปีเหลือใบละ 5,000-10,000 บาท พอปีนี้กระโดดไป ใบละ 30,000-50,000 บาทกับคำถาม ณ วันนี้ วางตำแหน่งตัวเองไว้อย่างไร เชฟปิง บอก
“หนึ่งปีที่ผ่านมา กล้าพูดเลยว่า ยอมให้ภาพความเป็นเชฟ เจือจางลงไป ไม่ใช่แบบมีศักดิ์ศรี เป็นเชฟมิชลินสตาร์ จะไม่ทำอย่างอื่น เป็นโปรฯ เชฟ แล้วจะไม่ทำอย่างอื่น แต่ผมต้องกิน ต้องใช้ ต้องเอาตัวรอด อย่างไรก็ตาม ผมไม่ทิ้งความเป็นเชฟไปหรอก แค่เวลานี้ งานอดิเรก มันช่วยพยุงชีวิตได้จริงๆ”