Saturday, 20 July 2024

จากศูนย์สู่แสน ครัวหนุ่มใต้ผู้เปิดแชลเนลสอนทำอาหารที่ สวีเดน

“สวัสดีครับโผม” คู่สนทนาตรงหน้าเอ่ยทักทายเราเป็นภาษาใต้ผ่านหน้าจอ zoom จากอีกซีกโลกหนึ่ง อ้น–ธนู ทองเพชร คือชื่อจริงของชายคนดังกล่าว ชายหนุ่มวัย 39 ที่ใครๆ ต่างก็พากันรู้จักเขาในนาม ‘ครัวหนุ่มใต้ ประเทศสวีเดน’ หนึ่งในแชนแนลยูทูบสอนทำอาหารใต้ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ 13 ปีคือระยะเวลาที่อ้นอาศัยอยู่ที่สวีเดน ประเทศที่แค่เพียงได้ยินก็ชวนให้นึกถึง Ikea อากาศหนาว และสิทธิสวัสดิการที่เท่าเทียม ไม่เพียงเท่านั้น สวีเดนยังขึ้นชื่อเรื่องของอากาศที่บริสุทธิ์ แม่น้ำที่ใสสะอาด และธรรมชาติสีเขียวที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา คงไม่เป็นการพูดเกินจริงนักหากจะบอกว่าสวีเดนคือประเทศในฝันของใครหลายคน

ในซีรีส์ One Way Ticket ตอนที่สอง เราถือโอกาสชวนพี่บ่าวจากเมืองพังงา ผู้ตัดสินใจโบกมือลาบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอยู่ในภาคพื้นทวีปเหนือกว่าหนึ่งทศวรรษมาบอกเล่าเรื่องราวของเขา นับตั้งแต่วันวานอันมืดหม่นในเมืองไทย จวบกระทั่งวันที่เขาตัดสินใจบินไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สวีเดน “ผมสูญเสียพ่อแม่ไปพร้อมๆ กันตอนที่ผมอายุได้ 13 ปี” อ้นเท้าความถึงอดีตอันห่างไกลของเขา “ตอนนั้นผมกำลังเรียนอยู่ ม.1 แต่สุดท้ายก็เรียนไม่จบ เลยเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอยู่กับการหาลูกตาลโตนดขายเลี้ยงชีพอยู่ประมาณ 4-5 เดือนจนวันหนึ่งผมก็ตัดสินใจหนีไปทำงานที่ภูเก็ต”แม้ว่าพังงาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขากับภูเก็ตจะเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกัน แต่ด้วยความที่ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เม็ดเงินสะพัดสูงกว่ามาก ไม่แปลกหากอ้นจะมองว่าสู้ไปเอาดาบหน้าที่ภูเก็ตย่อมจะดีกว่าติดแหง็กอยู่ที่พังงาเป็นไหนๆ

แน่นอนว่าการจะเอาตัวรอดในเมืองท่องเที่ยวย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับเด็กอายุ 13 ด้วยแล้ว อ้นเริ่มต้นจากการทำงานอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในคาเฟ่กลางคืน คอยล้างจาน เช็ดส้วม นวดแขกไปเรื่อยๆ จนผ่านไป 4-5 ปีเขาถึงได้ย้ายตามเพื่อนไปหางานใหม่แถวหาดป่าตองที่ไม่เพียงจะได้เงินมากกว่าเท่านั้น แต่ยังแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ“ที่ป่าตองฝรั่งเยอะมาก แต่ผมพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นเลย ต้องอาศัยการเขียนตัวเลขบนกระดาษสื่อสารเอา แต่ผมก็พยายามฝึกฝนภาษาอยู่เรื่อยๆ จากความจำจนพอจะสื่อสารได้บ้าง” พอเขาเริ่มจะพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษได้ นอกจากที่เขาจะใช้ทักษะการสนทนาภาษาต่างประเทศไปกับการโน้มน้าวลูกค้าให้มาเช่าเจ็ตสกีกับเขาแล้ว เขายังได้ลองจีบนักท่องเที่ยวประเทศต่างๆ ที่พบเจอริมหาดจนมีแฟนหลายคน แถมในช่วงเวลาเดียวกันนี้อ้นยังเริ่มออกเที่ยวกลางคืนเป็นประจำ “ตอนนั้นได้เงินมาเท่าไหร่ผมเอาไปซื้อหมด วนเวียนอยู่ในวงจรอยู่ 5-6 ปี จนผมย้ายกลับมาอยู่บ้านที่พังงาอีกครั้ง ปรากฏว่าทุกคนที่บ้านเกลียดขี้หน้าผมมาก เรียกผมว่าไอ้ขี้ ย า มันโกรธนะ แต่เราก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ได้แค่เก็บมาคิดเรื่อยๆ จนอยู่มาวันหนึ่งผมก็ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาบรรดาแฟนเก่าที่เคยคบกันมา บอกไปตรงๆ ว่า มีใครอยากจะให้ผมไปอยู่ด้วยไหม ผมอยากจะเลิก อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ ปรากฏว่าแฟนชาวสวีเดนเขายินดีจะให้ผมไปอยู่ด้วย”

หลังจากแฟนสาวตกปากรับคำ อ้นก็ดำเนินเรื่องของวีซ่าสวีเดนโดยทันที ซึ่งในปี 2551 กระบวนการขอวีซ่ายังไม่ได้ซับซ้อนวุ่ยวายนัก หลังจากส่งเอกสารต่างๆ จนเสร็จสรรพ เขาเล่าว่าสถานทูตโทรศัพท์มาสัมภาษณ์เขาแค่หนึ่งเดียว ก่อนจะโทรศัพท์ไปหาแฟนสาวที่สวีเดนของเขาเพื่อจะยืนยันว่าหญิงสาวเป็นแฟนของอ้นจริงๆ “ตอนนั้นขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาแป๊บเดียวมากๆ มันง่ายมากๆ” อ้นเน้นย้ำกับเราจนพอทุกอย่างแล้วเสร็จ เขาก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินและหนีออกจากประเทศไทยโดยทันที ในเดือนมีนาคมที่แดดเมืองไทยกำลังร้อนระอุได้ที่ หนุ่มใต้ออกเดินทางอีกครั้ง โบยบินสู่อีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลราวกับความฝัน ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมีอะไรรอเขาอยู่บ้างที่สวีเดน

สู่ชีวิตใหม่ในดินแดนแห่งความเท่าเทียม
จากชายหนุ่มที่ชีวิตผูกพันอยู่กับชายหาดและอากาศร้อนมาโดยตลอด แต่พออยู่ๆ วิถีชีวิตก็ต้องเปลี่ยนแปลงกะทันหันจากการต้องไปอยู่ในประเทศเขตหนาว แน่นอนว่ามันย่อมจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ต่อจากนี้คือบทสนทนาระหว่างเรากับอ้น ว่าด้วยชีวิตของเขาที่เปลี่ยนไปในประเทศสวีเดน คุณจดจำความทรงจำแรกตอนที่ก้าวลงจากเครื่องบินที่สวีเดนได้ไหมว่าเป็นยังไงตอนนั้นอากาศหนาวมาก ขาผมสั่นไปหมด แล้วช่วงนั้นผมเพิ่งจะเลิกเสพยาได้ไม่นาน ร่างกายยังไม่กลับมาเป็นปกติ มันเลยทรมานมากๆ ช่วงเดือนมีนาคมที่ผมไปถึงยังอยู่ในช่วงฤดูหนาวของสวีเดน หิมะมันเลยยังตกอยู่ นั่นเลยเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นหิมะ

พอถึงที่นั่น พ่อของแฟนผมเขาก็ขับรถมารับถึงสนามบินใหญ่ที่เมืองสต็อกโฮล์ม ซึ่งจากสนามบินไปถึงบ้านของแฟนผมต้องใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 5 ชั่วโมง อยู่ในเมืองขนาดกลางชื่อ Linköping แต่จริงๆ แล้วบ้านของเขาจะอยู่นอกตัวเมืองไปอีกหน่อย เป็นบ้านนอกนั่นแหละ เพียงแต่คำว่าบ้านนอกของที่นี่ก็ไม่ได้เหมือนที่ไทย เพราะมันมีทุกอย่าง มีห้างสรรพสินค้าเหมือนในเมืองใหญ่ แค่คนจะไม่พลุกพล่านเท่าไหร่ แถมสภาพแวดล้อมที่เมืองนี้ยังบริสุทธิ์มากๆ มีทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา จำได้ว่าช่วงแรกๆ ที่ผมไปถึง ตอนนั้นนอกจากผมแล้วน่าจะมีคนไทยอยู่อีกแค่คนเดียว แต่ปัจจุบันที่ Linköping น่าจะมีคนไทยอยู่ประมาณสิบกว่าคนแล้ว

มันมีอาการอยากบ้างไหมในช่วงแรกๆ ที่ไปถึง แล้วคุณรับมือกับมันยังไงมีสิ แน่นอนเลย ผมสู้กับมันหนักมากโดยการออกกำลังกาย เริ่มจากวิดพื้นอยู่กับบ้าน ใส่เสื้อหนาๆ ออกไปวิ่งในหมู่บ้าน แต่มันลำบากมากๆ เพราะเรายังไม่ชินกับอากาศหนาว หายใจลำบาก สูดลมหายใจเข้าทีมันเย็นไปถึงในปอด ช่วงแรกๆ ผมเลยยังวิ่งได้ไม่ไกล แต่ผมก็เริ่มปรับตัวไปเรื่อยๆ จนพอผ่านไปหนึ่งเดือนก็เริ่มชินกับอากาศหนาวแฟนผมไม่บอกใครในครอบครัวเขาเลยนะว่าผมติดยา แต่ผมคิดว่าคุณพ่อเขาคงสงสัยบ้างแหละ เพราะบุคลิกผมช่วงแรกๆ มันแปลกๆ คนติดยามันจะมีความหลุกหลิกบางอย่าง กับคอมันจะเกร็งๆ ใช้เวลาอยู่หลายปีเหมือนกันนะกว่าพฤติกรรมพวกนี้จะหายสนิท

แล้วอย่างการเรียนภาษาล่ะ คุณเริ่มต้นเรียนภาษาสวีดิชได้ยังไง
เล่าก่อนว่า ครั้งแรกที่ผมมาสวีเดน ผมมาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ตอนนั้นเลยยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก จนพอสามเดือนผ่านไป ผมบินกลับมาไทยอีกครั้งเพื่อขอวีซ่า แต่รอบนี้วีซ่าที่ผมขอเป็นวีซ่าสำหรับอยู่อาศัยในสวีเดน ซึ่งทำให้ผมสามารถยื่นขอเลข 4 ตัวจากสวีเดนได้แล้ว อธิบายง่ายๆ มันคือเลขประจำตัวประชาชนนั่นแหละ ซึ่งพอได้เลข 4 ตัวมา ผมก็สามารถที่จะไปเรียนหนังสือและรับจ้างทำงานง่ายๆ ได้ ผมใช้เวลาเรียนภาษาสวีเดนอยู่เกือบสองปี ปวดหัวมาก (หัวเราะ) มันยากนะ ออกเสียงก็ไม่ได้ ภาษาก็ยาก ท้อบ้างไหม มีความคิดอยากจะกลับมาไทยบ้างหรือเปล่าท้อสิ เคยคิดว่าหรือกลับไปอยู่ไทยดี แต่พอนอนคิดอยู่ 2-3 คืนก็นึกได้ว่า แม่ง ก็ต้องสู้สิวะ ถ้ากลับบ้านไปก็ติดยาเหมือนเดิมอีก ทีคนอื่นยังอยู่ได้ ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้วะ หรืออย่างแฟนผมพอเห็นว่าผมไปเรียนภาษาสวีดิช เขาก็จะพูดภาษาสวีดิชกับเราอย่างเดียว ไม่พูดภาษาอังกฤษกับเราเลย เพราะเขารู้ว่าเราจำเก่ง เลยพยายามพูดบ่อยๆ จนเราจำไปเองอีกอย่างที่ช่วยเรื่องภาษาผมได้มากๆ คือการมีลูก หลังจากอยู่ที่นั่นได้สองปีผมก็มีลูกคนแรก ผมก็เลยมีโอกาสได้ฝึกพูดกับลูกระหว่างที่เลี้ยงดูเขา แล้วพอเราเริ่มรู้จักคนมากขึ้นเรื่อยๆ มีเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็เลยได้มีโอกาสใช้ภาษามากขึ้นด้วย จนวันหนึ่งผมก็สามารถสื่อสารภาษาสวีดิชคล่องแคล่วไปเอง

เชื่อว่าช่วงแรกๆ ที่ไปถึงคุณน่าจะต้องเจอคัลเจอร์ช็อกบ้าง ช่วยเล่าประสบการณ์คัลเจอร์ช็อกของคุณให้ฟังหน่อยได้ไหมเยอะมาก อย่างการแต่งตัว ที่โน่นเขาจะใส่เสื้อผ้าหนาๆ กัน ซึ่งเราชินกับการใส่เสื้อผ้าแค่ชิ้นเดียว ไม่พอยังต้องแต่งตัวแบบเขา ช่วงแรกๆ มันเลยจะไม่ชิน อีกอย่างที่เราตื่นเต้นมากๆ คือแอปเปิล เพราะทุกบ้านเขาปลูกแอปเปิลกันหมด แล้วมันอร่อยด้วย ช่วงแรกๆ ที่ไปถึงผมไปเก็บแอปเปิลกินไม่ยั้งเลย กินหมดทั้งแอปเปิลลูกเล็กลูกใหญ่จนแฟนผมหาว่าบ้า ใครเขากินแอปเปิลลูกเล็กๆ กัน เพราะมันเปรี้ยว แต่สำหรับผม รสชาติมันเหมือนมะม่วงบ้านเราน่ะ ยิ่งเอาไปจิ้มกับเกลือหรือกะปิก็ยิ่งอร่อย (หัวเราะ) แล้วอย่างเรื่องการทำงานล่ะ ช่วงแรกๆ ที่ไปถึงคุณทำงานอะไร แล้วอาชีพในปัจจุบันของคุณคืออะไร พออยู่ไปได้สักพักและเริ่มจะสื่อสารได้ ผมก็เริ่มต้นรับจ้างตักหิมะให้กับเพื่อนบ้าน หนาวก็หนาว สั่นก็สั่น แต่ผมก็สู้ อีกอย่างคือเงินดีด้วย ยิ่งถ้ามีบ้านไหนจ้างช่วงค่ำๆ ก็ยิ่งได้เงินเยอะ ข้อดีของการรับจ้างตักหิมะคือ มันทำให้พบว่าสังคมที่นี่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมมาก ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน ไม่ว่าคุณจะทำงานที่ต่ำต้อยอย่างการตักหิมะหรือขัดห้องน้ำ ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและให้เกียรติซึ่งกันและกันหมด

โชคดีอีกอย่างว่าคนที่นี่เขาชอบเรียกใช้งานผมด้วย เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นคนทำงานเร็ว ไม่เหมือนกับคนสวีเดนซึ่งเขาจะค่อนข้างเซฟร่างกายตัวเองมากๆ คนที่นี่เลยจะทำงานช้าๆ ไม่กดดันตัวเอง ต่างไปจากเราที่สู้งานกว่าและทุ่มเทอย่างเต็มที่ อย่างบริษัทที่ผมทำงานอยู่ในปัจจุบันก็เป็นเพราะผมเคยมีโอกาสไปรับจ้างตัดหญ้าที่บ้านของเจ้านาย ซึ่งพอเขาเห็นว่าเราขยันก็เลยรับไปทำงานในบริษัทของเขาซึ่งเป็นโรงงานเหล็ก ตำแหน่งที่ผมทำอยู่คือการเจียรเหล็ก ซึ่งผมก็ทำงานที่นี่มาได้ 5-6 ปีแล้วอย่างที่คุณบอกว่าช่วงแรกๆ ที่ไปถึงยังไม่ค่อยมีคนไทยมากนัก อยากรู้ว่าในสายตาของคนที่นั่น เขามองคนไทยยังไงคนที่นี่ชอบคนไทยมาก อย่างในหมู่บ้านผม เพื่อนบ้านเคยไปเที่ยวเมืองไทยมาทั้งนั้น แล้วผมก็มีโอกาสได้ไปทำอาหารให้กับโรงเรียนที่ลูกๆ ผมเรียนอยู่ด้วย เพราะคุณครูและนักเรียนที่นั่นเขาอยากกินอาหารไทย ผมไปทำข้าวผัด ปอเปี๊ยะ ผัดไทย และแกงจืดให้กิน ทุกคนประทับใจกันใหญ่ ผู้คนในหมู่บ้านเขาเลยจะชอบผมกันหมด

หลังจากที่ย้ายไปอยู่สวีเดน คุณมีโอกาสได้กลับมาเมืองไทยบ้างไหม ตอนที่ผมย้ายมาอยู่นี่ผมไม่ได้บอกใครที่บ้านเลย เหมือนตอนเด็กๆ ที่เราหนีไปภูเก็ตนั่นแหละ คืออยู่ๆ ก็หายไปเฉยๆ จนหลังจากที่ผมอยู่สวีเดนได้ 3 ปี ตอนนั้นลูกสาวคนแรกของผมอายุได้ 7 เดือน ผมรู้สึกคิดถึงบ้านก็เลยตัดสินใจกลับไปพังงาพร้อมกับแฟนและลูก ปรากฏว่าพอทุกคนที่บ้านเห็นผมก็พากันตกใจ พ่อเฒ่าถึงกับร้องไห้เพราะเขาคิดว่าผมตายไปแล้ว ส่วนน้องสาวก็เล่าให้ฟังว่าคนที่บ้านเห็นผมในฝันจนคิดว่า วิญญาณผมกลับมาหลอก บางคนถึงกับไปทำบุญให้ผมด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็ดีใจมากที่ได้เห็นผมอีกครั้ง ซึ่งผมก็บอกเขาไปว่าไม่อยากบอกใครจนกว่าผมจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองได้ใหม่ พอหลังจากนั้นผมก็กลับประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ 2-3 ปีครั้ง

แล้วแชนแนลหนุ่มใต้ ประเทศสวีเดนของคุณล่ะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า คุณเริ่มต้นแชนแนลนี้ได้ยังไง
ผมไม่ใช่คนทำอาหารเก่งอะไรเลยนะ แต่อาศัยความจำจากที่เคยเห็นพ่อครัวทำอาหารสมัยที่ยังอยู่ภูเก็ต พยายามดัดแปลงไปเรื่อยๆ จากวัตถุดิบที่หาได้จากที่นี่ เพราะมันไม่มีอาหารใต้ขาย ทำไปเรื่อยๆ มีลงรูปอาหารในเฟซบุ๊กบ้าง จากนั้นก็เริ่มถ่ายคลิปทำอาหารเล่นๆ อย่างช่วงแรกๆ ผมยังพูดภาษากลางอยู่นะ แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไหร่ เลยมานั่งคิดๆ ว่าเราเองก็เป็นคนใต้ ทำอาหารใต้ ทำไมไม่พูดภาษาใต้ล่ะ ราวๆ ปี 2018 ผมถึงตัดสินใจเปิดเพจครัวหนุ่มใต้สวีเดนและถ่ายวิดีโอมาเรื่อยๆ

คุณไปหาวัตถุดิบทำอาหารใต้มาจากไหน
อย่างที่บอกว่า บางอย่างผมก็ต้องดัดแปลงจากวัตถุดิบที่หาได้จากที่นี่ เช่นปลาเค็มก็ต้องใช้ปลาที่นี่มาหมักกับเกลือเอา หรือบางทีก็ฝากคนไทยที่กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ไทยซื้อมาให้บ้าง แต่อีกอย่างที่พิเศษมากๆ คือที่นี่มีรถบัสซูเปอร์มาร์เก็ตขายวัตถุดิบสำหรับทำอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งเขาก็จะขับไปยังเมืองต่างๆ ที่มีคนไทย คนจีน และคนเวียดนามอาศัยอยู่ เพราะเจ้าของเป็นคนเวียดนามที่พูดภาษาไทยได้ ซึ่งในรถก็จะมีวัตถุดิบเยอะมาก อย่างมาม่า สะตอ ปลีกล้วยเขาก็มี หรืออย่างทุเรียน มังคุด เงาะ เขาก็ขายหลังจากไปอยู่สวีเดนสิบกว่าปี คุณมีความคิดอยากจะย้ายกลับมาอยู่ที่ไทยบ้างไหมถ้าผมจะคิด ก็คงจะเป็นตอนที่ผมอายุ 50 กว่าแล้ว เพราะตอนนั้นจะได้เงินเกษียณจากที่นี่แล้ว แต่อาจเป็นในลักษณะว่า ตอนหน้าหนาวเราก็กลับไปอยู่ไทย แต่พอฤดูร้อนก็ค่อยกลับมาอยู่ที่นี่ อะไรแบบนั้น

แต่ถ้าถามว่ามีความคิดจะกลับไปอยู่ไทยถาวรไหม ผมไม่คิดเลยนะ เพราะว่าผมใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี มีครอบครัวที่นี่ แถมยังได้สัญชาติสวีเดนแล้วด้วย ถามว่าได้สัญชาติสวีเดนดีตรงไหน ดีตรงที่เราสามารถไปได้ทั่วโลก ไม่ต้องขอวีซ่า สมมติว่าผมจะไปอังกฤษก็ไปได้เลยขอแค่มีเงิน หรืออย่างสวัสดิการที่นี่ก็ดีมาก อย่างผมเคย ผ่ าตัดก็ได้รับการผ่าตัดฟรีๆ ไม่ต้องเสียเงินเลย นอนฟรี รักษาฟรีหมด หรืออย่างตอนที่กลับมาพักรักษาตัวที่บ้านผมก็ยังได้เงินอยู่ตลอด รัฐบาลเขาจ่ายให้เพราะเราทำงานและเสี ย ภ า ษี ภ า ษี ที่นี่แพงมากแต่มันจะมาสบายตอนเจ็บไข้ได้ป่วย หรืออย่างตอนที่ผมมีลูก รัฐบาลเขาก็จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้ทั้งพ่อและแม่ เพราะเขามองว่าช่วงที่ลูกเพิ่งเกิดใหม่ๆ พ่อกับแม่ต้องอยู่กับลูก อย่างพ่อก็จะได้สิทธิช่วงเลี้ยงดูลูก 1 เดือนเต็มๆ ไม่ต้องไปทำงาน ส่วนแม่ก็ได้สิทธิอยู่บ้านกับลูก 1 ปี 4 เดือน ไม่ต้องไปขอเลย เงินเข้าบัญชีเราอัตโนมัติ มันง่ายมากๆ