กรณี เจ้าของที่ดิน(คู่กรณี) แอบย้ายหลักหมุดโฉนดไป 60 เซนติเมตร

เหตุเกิดเมื่อเจ้าของที่ดิน (คู่กรณี) เพิ่งจะซื้อที่ดินไป ขอรังวัดสอบเขตใหม่ หลังจากที่แหม่มออกโฉนด ไปก่อนแล้ว 2 ปีเจ้าหน้าที่รังวัดสอบเขตสี่ด้านของที่ดิน และปักหลักหมุดโฉนดที่ดินเป็นแนวเขต 4 ด้าน

เจ้าของที่ดิน(คู่กรณี) ถือวิสาสะ ดึงจากหมุดโฉนดด้านขวาบนของแปลง ดึงลงยาวมา 1.5 กิโลเมตร ถึงหมุดโฉนดด้านขวาล่าง รุกล้ำเข้ามาในที่ดินด้านขวา ข้างละ 30-60 เซนติเมตรตลอดแนวยาว 1.5 กิโลเมตร แล้วก็ถือวิสาสะอีกนั่นแหละ ย้ายหลักหมุดโฉนดของแหม่ม จากหมายเลข 1 ไปยังหมายเลข 2 รุกเข้ามาในที่ดินแหม่มประมาณ 60 เซนติเมตร โดยที่ไม่ได้บอกให้ทราบเลยสักคำ
แหม่ม ล้อมรั้วแล้ว ลูกค้าของแหม่ม บางส่วนก็ล้อมรั้วแล้ว สรุปกฎหมายเก่า หรือกฎหมายใหม่ศักดิ์สิทธิ์กว่ากัน แล้วกฎหมายจะคุ้มครองแหม่มหรือไม่

หลายๆ คนทราบแล้วว่าการย้ายหลักหมุดโฉนดที่ดินโดยพลการ ถือเป็นความผิดทางอาญา คือห้ามยก ห้ามย้ายใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ เจ้าของที่ดิน(คู่กรณี) ย้ายหลักหมุดโฉนดไป 60 เซนติเมตร แล้วโบกปูนทับ คู่กับเสาปูนใหม่ พ่นสีแดง ไม่หนำใจ ยังหักหลักปูนของแหม่มที่ฝังคู่ไว้ให้ช้ำใจเล่นอีกด้วย

ร้อนถึงเจ้าหน้าที่รังวัดฯ ที่ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย และให้ย้ายหลักปูน หลักโฉนดเข้าไปอยู่ที่เดิมให้เรียบร้อย คู่กรณีอ้างว่า รุกมาโดยความเข้าใจผิด (หลักโฉนดใดที่ไม่ได้ปักพิกัดโดยที่เจ้าหน้าที่ ตามพิกัดดาวเทียม นั้นไม่ใช่หมุดที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะกฎหมายคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ในวันรังวัดฯ เจ้าหน้าที่สามารถเข้าออกเคหสถานหรือที่ดิน ที่จะทำการรังวัด ได้อย่างถูกกฎหมาย คือกฎหมายคุ้มครองเจ้าหน้าที่ด้วยนั่นแหละ)

หลังจากย้ายหลักโฉนดกลับมาคืนแหม่มเรียบร้อย เจ้าของที่ดิน(คู่กรณี)เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนไปไม่ใช่น้อย บางหลักต้องทุบออก บางหลักต้องใช้รถแบคโฮมาถึงออก
สรุป แหม่มก็ต้องโทรไปขอโทษเจ้าของที่ดิน(คู่กรณี)อยู่ดี เพราะลูกค้าของแหม่มก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านที่มี ที่ดินติดกัน ไม่อยากให้มีปัญหาทะเลาะกันไปยันอนาคตข้างหน้า

ทางนั้นก็ขอโทษที่ทำไปโดยไม่รู้ และเข้าใจผิด
แหม่มเลยบอกไปว่า พี่อย่าทำอีกนะ ถ้าเจอคนเคี่ยว คนไม่ยอมคน เขาแจ้งตำรวจจับพี่ ฟ้องร้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุนะคะ
สรุปหายกัน กับคำว่า
“อย่าหาทำ”
ฝากแชร์ด้วยค่ะ คนรู้แล้วก็มี คนไม่รู้ก็มีเยอะ อย่าคิดว่าไม่เป็นไร

ขอบคุณข้อมูล
อสังหาริมทรัพย์เพื่อการเกษตร